เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
รีวิวเว้ย (3)Chaitawat Marc Seephongsai
แนวคิดทางการคลังของปรีดี พนมยงค์ By เขมภัทร ทฤษฎิคุณ
  • รีวิวเว้ย (2203) ครั้งหนึ่งในอดีตเมื่อไม่นานมากนัก ชื่อของปรีดี พนมยงค์ และชื่อของสมาชิกคณะราษฎร นับเป็นชื่อต้องห้ามสำหรับสังคมไทย นับแต่ช่วงเวลาหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2490 ที่นับเป็นการสิ้นสุดลงของยุคสมัยแห่งคณะราษฎร และช่วงเวลาหลังจากนั้นชื่อของปรีดี พยมยงค์ กลายเป็น "คำต้องห้าม" ของสังคมแห่งนี้ ทั้งในฐานะของปีศาจที่ไม่น่าจดจำและในฐานะของบุคคลที่ถูกแปะป้ายว่า "ดึงฟ้าให้ต่ำ" กระทั่งในมหาวิทยาลัยที่ปรีดีก่อตั้งอย่างธรรมศาสตร์เอง ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งชื่อของปรีดี พนมยงค์ ก็ไม่เป็นที่จดจำของผู้คนธรรมศาสตร์ กระทั่งการกลับมาของปรีดี ผ่านบทกลอนในงานฟุตบอลประเพณีเมื่อ พ.ศ. 2526 อย่าง "พ่อสร้างชาติด้วยสมองและสองแขน พ่อสร้างแคว้นธรรมศาสตร์ประกาศศรี พ่อของข้านามระบือชื่อปรีดี แต่คนดีเมืองไทยไม่ต้องการ" ชื่อของปรีดีจึงกลับมาสู่ความรับรู้ของสังคมไทยอีกครั้ง กระทั่งในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้ งานศึกษาที่กล่าวถึงปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎรกลับมามีพื้นที่ของตัวเองอีกหนในสังคม ทั้งในโลกของผู้คนและในโลกทางวิชาการ
    หนังสือ : ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2569: แนวคิดทางการคลังของปรีดี พนมยงค์ ประวัติศาสตร์ความคิดวิทยาการคลังและกฎหมายการคลังสมัยคณะราษฎร
    โดย : เขมภัทร ทฤษฎิคุณ
    จำนวน : 272 หน้า 
    .
    "แนวคิดทางการคลังของปรีดี พนมยงค์ ประวัติศาสตร์ความคิดวิทยาการคลังและกฎหมายการคลังสมัยคณะราษฎร" จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในวาระ 126 ปีชาตกาล ปรีดี พนมยงค์ 11 พฤษภาคม 2569 ที่จัดขึ้นเป็นประจำที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 
    .
    ปรีดี พนมยงค์ หรือ "หลวงประดิษฐ์มนูธรรม" คือหนึ่งในผู้นำสายพลเรือนของคณะราษฎร และเป็นมันสมองคนสำคัญในการอภิวัฒน์สยาม พ.ศ. 2475 ผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการวางรากฐานระบอบประชาธิปไตย กฎหมาย และเศรษฐกิจของไทย "แนวคิดทางการคลังของปรีดี พนมยงค์" ได้นำเสนอแง่มุมที่ลึกซึ้งและชี้ให้เห็นว่า แนวคิดทางการคลังของปรีดีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิคในการหารายได้หรือใช้จ่ายเงินของรัฐเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการทางการเมือง" (Political project) ที่มุ่งเปลี่ยนผ่านสยามจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่รวบรวมทรัพยากรไว้เพื่อโครงสร้างอำนาจเดิม ไปสู่รัฐสมัยใหม่ที่มีภารกิจในการบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรและจัดระเบียบเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยหนังสือได้ถูกจัดแบ่งเป็น 7 บท ดังนี้
    .
    บทนำ: วิทยาการคลังของปรีดี พนมยงค์
    .
    บทที่ 1 การอภิวัฒน์ 2475 และมโนทัศน์ทางเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์
    .
    บทที่ 2 เค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์เครื่องมือในการวางแผนทางการคลังของรัฐบาลคณะราษฎร
    .
    บทที่ 3 การปฏิรูปที่ดิน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
    .
    บทที่ 4 ภาษีอากร เพื่อความเป็นธรรมในสังคม
    .
    บทที่ 5 การจัดทำงบประมาณแผ่นดินกับประชาธิปไตยทางการคลัง
    .
    บทสรุป กฎเกณฑ์ทางกฎหมายการคลังของปรีดี พนมยงค์
    .
    ​"แนวคิดทางการคลังของปรีดี พนมยงค์" ได้ปูพื้นฐานให้เห็นถึงบริบทก่อนการอภิวัฒน์ 2475 ที่ราษฎรต้องเผชิญกับความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจอย่างหนัก อันเป็นผลมาจากโครงสร้างที่เอื้อประโยชน์เพียงชนชั้นนำ คณะราษฎรและปรีดีจึงมองว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองต้องไม่ใช่แค่การเปลี่ยนองค์พระมหากษัตริย์ แต่ต้องเป็นการปฏิวัติทางเศรษฐกิจ โดยมโนทัศน์ของปรีดีขับเคลื่อนด้วยหลักการ 3 ประการ ได้แก่ สังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย ที่มองว่าเศรษฐกิจคือโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดการเมือง ภราดรภาพนิยม (Solidarism) ที่ได้รับอิทธิพลจากชาร์ลส์ ฌีดี เน้นการเกื้อกูลและการประกันภัยร่วมกันในสังคม และ ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความมั่นคงและลดการพึ่งพาต่างชาติ
    .
    ​แนวคิดเหล่านั้นถูกแปรเปลี่ยนเป็นรูปธรรมผ่าน "เค้าโครงการเศรษฐกิจ" ซึ่งไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นพิมพ์เขียวในการจัดระเบียบสังคมใหม่ โดยมีหัวใจสำคัญคือการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎรตั้งแต่เกิดจนตาย เพื่อขจัดความไม่แน่นอนในชีวิต และเมื่อราษฎรส่วนใหญ่ขาดแคลนทุนและที่ดิน ปรีดีจึงเสนอให้รัฐเข้ามาจัดการโดยใช้ระบบ "สหกรณ์" แบบครบวงจรเป็นเครื่องมือกระจายอำนาจสู่ชนบท รัฐจะเป็นผู้จัดหาที่ดินและทุนให้สมาชิกสหกรณ์ร่วมกันผลิต จัดจำหน่าย และแบ่งปันผลประโยชน์
    .
    ​ในมิติของ การปฏิรูปที่ดิน "แนวคิดทางการคลังของปรีดี พนมยงค์" ชี้ให้เห็นว่าในอดีตกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดถือเป็นของพระมหากษัตริย์ แม้หลังปี 2475 รัฐธรรมนูญจะให้การรับรองกรรมสิทธิ์ของราษฎรแล้ว แต่โครงสร้างการถือครองที่ดินยังคงกระจุกตัว ปรีดีจึงเสนอมาตรการให้รัฐบาลซื้อที่ดินคืนจากเจ้าของโดยออกพันธบัตรให้ แล้วนำมาบริหารจัดการรวมกันผ่านระบบสหกรณ์ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้แนวคิดที่ก้าวหน้านี้จะถูกต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมจนนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามท้าทายความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม
    .
    ​ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิรูปภาษีอากรและกฎหมายคุ้มครองราษฎร ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ ปรีดีได้ยกเลิกภาษีที่กดทับคนยากจนอย่าง "เงินรัชชูปการ" (ภาษีรายหัวที่หากไม่มีจ่ายต้องถูกเกณฑ์แรงงาน) และผลักดันการใช้ "ประมวลรัษฎากร" เพื่อจัดเก็บภาษีแบบขั้นบันไดตามความสามารถในการเสียภาษี ควบคู่ไปกับการตรากฎหมายคุ้มครองผู้เสียเปรียบ เช่น กฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราเพื่อป้องกันนายทุนขูดรีด และกฎหมายห้ามยึดทรัพย์สินของกสิกรเพื่อคุ้มครองเครื่องมือทำกินและสัตว์เลี้ยง ป้องกันไม่ให้ชาวนาถูกยึดทรัพย์จนหมดหนทางทำกินต่อไป
    .
    ​ท้ายที่สุด "แนวคิดทางการคลังของปรีดี พนมยงค์" ได้เน้นย้ำถึงหมุดหมายสำคัญคือการสถาปนา ระบบงบประมาณแผ่นดิน ปรีดีได้ผลักดันหลักการให้อำนาจสูงสุดทางการคลังเปลี่ยนผ่านจากพระมหากษัตริย์ในระบอบเดิม มาเป็นของ "รัฐสภา" การใช้จ่ายเงินแผ่นดินต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องผ่านการอนุมัติเป็นพระราชบัญญัติโดยผู้แทนราษฎร หนังสือเล่มนี้จึงเป็นการสรุปภาพรวมอันทรงคุณค่า ที่ตอกย้ำว่าวิสัยทัศน์ของปรีดี พนมยงค์ คือการผูกอำนาจทางการคลังไว้กับความรับผิดชอบ เพื่อสร้าง "ประชาธิปไตยทางการคลัง" ที่อำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นของราษฎรอย่างแท้จริง

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in