กราบสวัสดีผู้อ่านที่รัก เรากลับมาอีกแล้วกับการค้นหาแนวทางใหม่ๆ ให้กับเส้นทางการงานของเรา สำหรับครั้งนี้ เราคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานของตัวเอง เมื่อคิดว่าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ จนเกิดความเคยชินมาตั้ง 2 ปี จนถึงตอนนี้เราได้เริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานของเราบ้างแล้ว ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ ผลลัพธ์ยังไม่รู้ผลชัดเจน เราไม่อาจทราบอนาคตำด้ว่าจะตรงตามที่ใจเราต้องการหรือไม่ แต่บทความนี้ จะเป็นการเล่าประสบการณ์ที่เราพบเจอมา และสิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากกระบวนการเหล่านี้ ซึ่งเราระลึกได้แล้วว่าโลกแห่งการทำงานมักจะเป็นเช่นนี้ เช่นปกติที่จะต้องเจอกันทุกคน
เริ่มแรกอยากจะกล่าวถึงสิ่งที่เราตัดสินใจทำเรื่องโอนย้าย ต้องเกริ่นไว้ก่อนว่า ตั้งแต่เราได้ทำงาน ณ ปัจจุบัน เราระลึกอยู่เสมอว่าที่แห่งนี้ไม่เหมาะกับเรา ด้วยสายงาน เนื้อหางาน รวมถึงผู้คน ที่เราไม่อาจเอื้อมถึง เพราะสิ่งแรกคือไม่ใช่เนื้อหาวิชาที่เราชอบ และสองคือบุคคลิกของคนที่นี่รวมถึงพื้นฐานการเติบโตต่างจากเราอย่างมาก ทำให้บางครั้งเราอึดอัดกับการเป็นผู้ดีและคิดถึงคนอื่นมากไปจนไม่เป็นตัวเอง (แต่แน่นอนว่าตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมานี้ เรากักเก็บประสบการณ์ วิธีคิด และวิธีทำงานจากที่นี่อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากองค์กรนี้โดดเด่นเรื่องการคิดนอกกรอบ การคิดเชิงวิชาการที่น่าเชื่อถือ และมีความเป็นมืออาชีพอยู่ในตัวทุกคน) จุดสิ้นสุดที่ทำให้เราตัดสินใจโอนย้าย เป็นเพราะเรารับรู้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร และเรื่องเปลี่ยนแปลงกองงานที่เรากำลังทำอยู่ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เราไม่อาจยอมรับได้ เนื่องจากไม่มีการคุยหรือให้เราได้ตัดสินใจด้วยตัวเองเลย เราจึงติดต่อกับเพื่อร่วมงานของอีกองค์กร (ซึ่งก็เป็นองค์กรที่เรากำลังทำเรื่องโอนย้ายอยู่นี่แหละ) เพื่อปรึกษาและตัดสินใจขอทำเรื่องโอนย้าย
สำหรับการโอนย้ายหน่วยงาน เป็นเรื่องที่เข้าถึงยากอยู่เหมือนกันหากไม่มีคนรู้จักในหน่วยงานหรอองค์กรนั้นเลย เพราะเราต้องเริ่มต้นจากการส่งประวัติของเราไปยังหน่วยงานปลายทาง ในขั้นตอนนี้ใช้เวลานานมากหากไม่ได้มีการพูดคุยกับคนในองค์กรนั้นเลย หรือประวัติการทำงานของเราไม่ได้โดดเด่นจริงๆ เมื่อเราผ่านขั้นตอนแรกมาแล้วก็จะเป็นการนัดสัมภาษณ์เพื่อดูไหวพริบ ความรู้ ว่าเหมาะสมกับองค์กรนั้นหรือไม่ ซึ่ง ณ วันที่เขียนบทความนี้ เราเพิ่งผ่านขั้นตอนนี้มาสดๆ ร้อนๆ และมันกลับกลายเป็นแผลใจให้เราอย่างคาดไม่ถึง คิดทบทวนอยู่นานว่าเราเป็นไปตามคำที่พวกเขากล่าวไว้หรือไม่ จพขอเล่าในพารากราฟถัดไป
กล่าวคือ เมื่อเราได้รับโทรศัพท์จากฝ่ายบุคคลเพื่อเข้ารับการสัมภาษณ์จากหน่วยงานปลายทาง เราตื่นเต้นมาก และคิดว่าทุกอย่างจะออกมาดีถ้าเรามีคุณค่าและบรรทัดฐานร่วมกัน ในวันสัมภาษณ์นั้น เกิดเรื่องราวมากมายตลอดระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ อย่างแรกคือ เช่นการสัมภาษณ์ทั่วไป พวกเขาถามเราเกี่ยวกับงานที่ทำปัจจุบัน ทำงานกับใคร เขารู้จักหรือไม่ เมื่อเราตอบกลับถึงงานที่เรากำลังรับผิดชอบอยู่สักสองสามประโยค กลับโดนแทรกเข้ามาว่าเราเป็นคนพูดอธิบายไม่ได้เรื่องเลย เมื่อพวกเขาถามวัดความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์โลก พวกเขาก็พูดออกมาโต้งๆ เลยว่าวิเคราะห์ไม่สมกับสถาบันที่เราจบมา นั่นทำเราเกือบร้องไห้ออกมา (คือรู้ตัวเลยว่ามีน้ำตาคลอ) ช่วงเวลานั้น เรายอมรับเลยว่าอยากเอาชนะมาก โชคดีที่บรรยากาศไม่ได้มืดหม่นเท่าไหร่ เพราะพวกเขาไม่ได้ทำให้ห้องเงียบ มีคุยแทรก คุยเล่นบ้าง ทำให้เราไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนมากนัก พวกเขาถามต่อในคำถามทั่วไป และเราก็ยึดมั่นในคำตอบของเราที่ให้คุณค่ากับสิทธิในการทำงานและเวลาส่วนตัว นอกจากนี้จะต้องมีทีมที่คอยสื่อสารกันด้วย เราไม่ปฏิเสธหากจะทำงานล่วงเวลา แต่ต้องใช่ไม่ต้องวันหรือทำให้เรามีสิทธิเบิกโอทีตามเห็นสมควร ไม่ใช่ใช้แรงงานเราฟรีๆ ซึ่งจากบรรยากาศในห้องสัมภาษณ์ เราเชื่อว่าพวกเขาไม่เห็นด้วย และมองว่าเราไม่ทนต่อการทำงาน ในส่วนนี้ เราไม่สนใจว่าพวกเขาจะเห็นด้วยหรือไม่ เราแค่ต้องการบอกเงื่อนไขของเราเท่านั้น เราเชื่อมั่นในสิทธิการทำงานที่เราควรได้ และเราต้องการทีมที่เคารพการทำงานของเราด้วย นั่นคือคุณค่าพี่เรายึดถือตลอดเวลาทำงาน ความคิดนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงในวันหนึ่ง แต่ในช่วงเวลานี้เรายังคงเชื่อและยึดถือเสมอ
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าผลการสัมภาษณ์จะออกมาเป็นอย่างไร เรายอมรับได้เสมอ เพราะเราถือว่าเราเคารพทั้งการตัดสินใจของตัวเองที่เลือกตอบการสัมภาษณ์ไปแบบนั้น และคำตอบของหน่วยงาน หากมองแล้วว่าเราอาจเหมาะหรือไม่เหมาะสมกับหน่วยงานของพวกเรา หากได้ เราพร้อมที่จะร่วมงานกับพวกเขา แต่หากผลลัพธ์ไม่เป็นที่คาดหวังไว้ เราก็อาจจะได้แนวความคิดใหม่ๆ จากสถานการณ์นี้เช่นกัน
หวังว่าจะมีเรื่องเขียนใหม่ หากสภาพจิตใจเราดีขึ้น
ขอบพระคุณ.