เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Both Between Same Pathwallflowerblu
Path
  •  

    11

     

    ทั้งชีวิตของผม ไม่เคยปรารถนาจะอยู่กับอะไรได้เกินปีด้วยซ้ำ มิโดริบอกว่าเธอก็เหมือนกัน แต่น่าแปลก ที่เรายังคบกันอยู่แม้จะไม่รู้ว่ามันเริ่มต้นเมื่อไหร่ เธอยังเอาปัญหามาปรึกษาผม บางวันก็เล็กมาก ๆ ตั้งแต่ขนาดของกิ๊บหนีบผม ขยายกว้างไปจนถึงบทละครในบ้าน ผมยังรอเธออยู่ ที่เดิม โต๊ะเรียนของเราแนบสนิทตามแรงรั้ง ผมไม่รู้จะแนะนำอะไร ผมนิ่งฟัง ฟังเหมือนหินเดินได้ เราคล้ายกันบางอย่าง แต่ก็ต่างกันสิ้นเชิง สำหรับเรา ผมเริ่มมาจากการผลัดถิ่นของแม่ และมีตัวเขมือบที่มองไม่เห็นค่อย ๆ กล้ำกลืนบ้าน ส่วนเธอ มีทุกอย่าง แต่พังตั้งแต่ต้น ผมไม่รู้ว่ามันเริ่มบิ่นแตกจากส่วนไหน ผมดูไม่ออก แต่รู้ว่ามันไม่มีวิธีรักษา วันที่ตัดสินใจแน่วแน่ ดำเนินถึงการหย่าร้างของแม่ ผมไม่รู้ว่าครอบครัวของเราจะไปสิ้นสุดสถานะที่ตรงไหนได้อีก ผมไม่ได้บอกเธอว่าจะย้ายไปเกียวโต เธอบังเอิญมาเจอ – ผมที่กำลังอีรุงตุงนังกับเป้หนึ่งใบและกระเป๋าเดินทางสองใบยัดเข้าคันรถของพ่อ ช่วงอายุของแม่กับย่าถูกแยกห่างจากกันคนละคืบเบาะโดยสาร หน้า/หลัง แบ่งจากพ่อที่ตัดสินใจเลือกย่า กับแม่ที่ตัดสินใจจะรักอีกครั้ง มันคือเรื่องบังเอิญ บ้านของผมกลับมาเงียบสลัวเหมือนวันแรก ผมมองมัน ร่องแตก รอยร้าว รูเจาะ ผิวปูนเรียบ สีเสมอลัดเลาะถึงสีกร่อนไอแดด คอนกรีตมีเนื้อตะไคร่กุม ไม่เคยนึกเสียดายเลยสักนิด เหมือนที่เราเจอกันครั้งแรกในห้องเรียน ผมสบตากับเธอ ตั้งใจจะบอกลา แต่เธอก็วิ่งหนีไปทั้งที่เพิ่งมาถึง ผมไม่รู้ว่าเธอจะกลับไปที่สนามหมู่บ้านหรือบ้านตัวเอง ผมไม่เก่งเรื่องเดาใจใคร แต่มิโดริชำนาญเรื่องนั้นจนน่าทึ่ง ผมจึงไม่แปลกใจที่เธอจะมาเคาะห้องผมในคืนหนึ่งของสัปดาห์ที่สอง คืนที่เธอโผเข้าหาผมเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะแตกและอยากลาเป็นหนสุดท้าย ตัวของเธอที่สูงกว่าผมยังดูเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับกระเป๋าใบโตด้านหลัง ก่อนประดังถามว่าหนีมาคนเดียวได้ยังไง

     

    มิโดริออกไปทำงาน แม่ของเธอรู้ดีจึงแวะมา เจ้าตัวมีดวงตาสีธรรมชาติตรงเฉดกัน ผมลองมองให้ลึก ถึงได้รู้ว่ามีแค่รูปปากเท่านั้นที่แผก เธอกุมมือผมแน่น บอกว่าจากลามีอยู่สองประเภท คือ รู้ว่าควรต้องลา กับ รู้ว่าอยากจะลา เธอไม่รู้ว่าลูกสาวจะลาไปนานเท่าไหร่เพราะย้ายเสื้อผ้าออกจากบ้านน้อยชิ้น จากปากของมิโดริ บ้านที่อยู่มาทั้งชีวิตทำให้ไม่อยากกลับไปอีก ลำดับเรียบเรียงขับเน้นเหมือนอยากจะบอกผมว่าเธอพยายามหนีอะไรตลอดเวลา

    ผมไม่เชื่อว่าเธอจะหนีจากอะไรบนโลกใบนี้ได้ โลกใบนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้เราอยู่หรือหนี โดยเฉพาะคนที่อยากมุดหัวหลบทั้งอดีตและอนาคต แม้แต่คนที่ออกตามหาสิ่งคู่ควร โลกมันเป็นของมันอยู่แล้ว มันไม่มีเวลาพอจะมาแยแสใคร นอกจากนั้น โลก ไม่มี เวลา มีแค่เราที่มอบความทรงจำเชื่อมให้โลกเป็นหลักฐานของการมีอยู่ บรรจบจารึกซ้ำซาก รำลึกบรรพชีวิตซ้ำซ้อน มีแค่เราที่สำคัญตัวไปเอง

     

    ผมพยายามจะผลักไสพวกเขาออกห่างจากความสัมพันธ์อยู่ทุกครั้งเมื่อมีโอกาส

     

    แต่ผู้แพ้ – มีได้คนเดียวเสมอในเกมของตัวละคร

     

    พวกเขาคงรู้ว่าผมเสแสร้ง

     

    “จะไม่กลับไปจริง ๆ เหรอ” ผมถาม ดึกแล้ว เธอยังมีกะจิตกะใจส่งข้อความหวานหยดกับแฟนที่เพิ่งคบกันสามวัน

     

    เธอเม้มปากแน่น จดจ้องหน้าจอบนเตียง “กลับสิ แต่ต้องมีเหตุผลดี ๆ จะกลับ”

     

    “ทำไม เพราะมาแบบไม่มีน่ะนะ” ผมไม่อ้อมค้อมต่อบท และเพราะเป็นตัวเองก็แค่ได้อยู่ต่อหน้าเธอ เธอถึงได้ระบายยิ้มชอบใจอยู่คนเดียว

     

    เธอวางโทรศัพท์ “อย่าบอกนะเราเจ๊ากัน” ผมพยักหน้า

     

    “ทำเรื่องไม่เป็นเรื่องจนได้โฮชิโกะคุง” มิโดริพูด ผมไม่มีอะไรจะบอก นอกจากวลีติดปาก เพ้อเจ้อ ฉันมี... ผมนึกถึงพ่อ นึกถึงภาพของตัวเองที่คงบอกอะไรกับเขาไป ผมบอกพ่อเรื่องเดียวกันกับแม่มั้ยนะ ผมนึกถึงแม่ ผมบอกว่าผมจะไม่อยู่กับพ่อ และมันก็คงเป็นประเด็นเดียวกันกับสีหน้ารับรู้ของพ่อที่เหมือนอยากโอบกอดผมเอาไว้แต่ก็ไม่เคยทำเลยสักครั้ง ต่อหน้าแม่ เขาทำ ทำเหมือนมันเป็นปรกติของพ่อกับลูก แต่น่าแปลก สัมผัสในอุ่นไอ ผมไม่รู้สึกอะไร แม่ให้ที่อยู่ใหม่ผม ผมไม่ได้ไปหาตามแมปเขียน มันอยู่ในกระเป๋าตังค์ใบซีดที่ผมมักพกรูปของทั้งสองคนเอาไว้ประจำ แต่ไม่เคยหยิบออกมาดู

     

    “พ่อไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงจำหน้าแม่ไม่ได้” ผมในวัยเด็กเอาแต่งุนงงในรูปบอกเล่าของผู้ใหญ่ จำได้ว่าตัวเองโคลงตัวหัวเราะจนหลังงอ ก่อนจะหักศอกชี้หน้าตนบ้าง “ผมล่ะ พ่อจำผมได้มั้ย”

     

    “จำได้สิ” พ่อระบายขำตาม ตื้นเขินเหมือนข้อมือของพ่อที่ผ่อนลงเชื่องช้า หลังคว้านิ้วผมแนบคืนกายนั่งอ่านหนังสือ “แต่แม่ พ่อไม่รู้จริง ๆ ว่าทำไม พ่อพยายามนึกแล้ว แต่มันรวมเป็นหน้าของแม่ไม่ได้สักที”

     

    พ่อชินมั้ง ผมตอบออกไปทันที สูดหายใจ พยายามไม่หลับตาเพื่อจะนึกหน้าแม่ กลัวว่าตัวเองจะผูกทรงจำระทวยพร่าเหมือนพ่อที่ไม่อาจจำคนรักตนได้ ทว่า ใบหน้าของแม่...มันเปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนไหนกันนะ ผมจำได้ แต่มันเป็นใบหน้าแม่ในอดีต

     

    ผมอยู่กับปัจจุบัน – มิโดริชันเข่าขนานตรงรอฟังคำตอบ แต่ผมไม่มีอะไรจะพูดต่อ

     

    รูปในกระเป๋าตังค์มันเก่าจนไม่เหมือนคนในครอบครัวผมเอาซะเลย

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in