ผมไม่รู้ว่าทุกคนเป็นเหมือนผมหรือเปล่า คนที่มีอดีตผูกพันกับใครสักคนมากเกินไป จนพอเราโตขึ้นมา กลายเป็นว่าส่วนหนึ่งของเราต้องแบกรับเขาไปด้วย
ผมเคยคิดว่าตัวเองจะต้องเป็นนักเขียนให้ได้ แต่พอใช้ชีวิตผ่านมาจนอายุ 34 ปี ในปีนี้ ก็ดูเหมือนความฝันจะเลือนราง และบอกตัวเองว่า เราคงไม่มีวันได้เป็นอย่างที่ฝันแน่ๆ เพราะต้องทำงานเพื่อดูแลคนอื่น
ทั้งที่จริง มันก็อาจเป็นเพียงว่าเราไม่กล้าพอที่จะสร้างเรื่องราวของตัวเองสักที แม้แต่จะคิด จะเขียนอะไร ผมก็ไม่มีแรงจูงใจอีกแล้ว อาจเป็นเพราะงานที่กำลังทำอยู่ มันสูบพลังชีวิตของผมไปจนหมดสิ้น ไม่ต้องคิดอะไรอีก
เออ ที่ผมเกริ่นตอนต้นว่า เราต้องแบกรับคนที่เราผูกพันน่ะ ผมหมายถึงแม่ผมเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าเธอจะทำไม่ดีอะไรกับผมหรอก เพียงแต่เพราะว่าบ้านผมแตกกัน พ่อกับแม่หย่ากัน แล้วผมต้องเป็นฝ่ายดูแลแม่ หมายถึงผมสนิทกับแม่มากกว่า และเธอก็ใช้เวลาอยู่กับผมมากกว่าพ่อ ทำให้ผมเองก็ติดเธอมากจนทุกวันนี้ผมก็มานั่งนึกว่า เออ เราไม่เคยได้มีโอกาสใช้ชีวิต เดินทางท่องเที่ยว หรือทำอะไรด้วยตัวคนเดียวเลยนะ อย่างนี้สินะที่เขาเรียกว่า ลูกแหง่
ด้วยเหตุนี้ ผมเลยคิดว่าการที่เราเอาตัวเองไปติดอยู่กับใครมากไป มันก็มีข้อเสียเหมือนกัน เพราะมันทำให้เราทุกข์ใจ เวลาต้องอยู่ห่างจากเขา หรือบางทีเราถูกควบคุมความคิด ไม่ให้กล้าทำอะไร หรือเป็นตัวของตัวเองมาก ก็เพราะเขา
นี่ผมกำลังโทษเขาอยู่หรือเปล่านะ ช่างเหอะ ผมแค่รู้สึกว่า การที่เราจะเติบโตได้ มันจำเป็นที่จะต้องสละอะไรบางอย่างลง ซึ่งในที่นี้ ผมน่าจะหมายถึง ภาระการเลี้ยงดูเธอ ซึ่งมันรวมไปถึงการคิดเรื่องจิปาถะเล็กน้อย เช่น คิดว่าการใช้เวลาว่างไปเที่ยวของผมเนี่ย ถ้าผมไปคนเดียว เธอจะว่าไหม แล้วถ้าไปกับเพื่อนล่ะ เธอจะน้อยใจไหม
เรื่องพวกนี้มันทำให้ผมปวดหัวจริงๆ น่าจะเป็นเพราะผมคิดมากด้วยแหละ แต่ผมก็อยากระบายออกมา เพราะว่าทุกวันนี้ผมใช้ชีวิตเหมือนไม่ได้เป็นตัวเองมากขึ้นทุกวัน ก็เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจ และภาระการเลี้ยงดู ในฐานะลูกคนเดียวนี่แหละ
ก็แค่อยากระบายออกมาเฉยๆน่ะ
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in