เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
รีวิวเว้ย (3)Chaitawat Marc Seephongsai
ประชาธิปไตย ประเสริฐสุด ที่เป็นไปได้ By เกษียร เตชะพีระ
  • รีวิวเว้ย (2175) "สังคมที่ไม่มียูโทเปียถือเป็นวิกฤตจินตนาการของสังคมที่ฝันไม่เป็น ดังนั้น เพื่อจะเปลี่ยนโลก เราต้องสามารถจินตนาการถึงเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงปัจจุบันอย่างถึงรากได้ ถ้าฝันไม่ได้ ก็อย่าเสียเวลาเปลี่ยน เพราะคุณก็จะได้แบบเก่า" เกษียร เตชะพีระ
    หนังสือ : ประชาธิปไตย ประเสริฐสุด ที่เป็นไปได้: ปมปริศนาบนเส้นทางแสวงหาของสังคมไทย
    โดย : เกษียร เตชะพีระ
    จำนวน : 225 หน้า 
    .
    "ประชาธิปไตย ประเสริฐสุด ที่เป็นไปได้: ปมปริศนาบนเส้นทางแสวงหาของสังคมไทย" ผลงานจากปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 20 โดย ศาสตราจารย์ ดร.เกษียร เตชะพีระ เป็นหนังสือที่ชวนผู้อ่านไปร่วมถอดรหัสการเมืองไทยผ่านแว่นตาของ "การเมืองวัฒนธรรม" (Cultural Politics) หนังสือเล่มนี้กระตุกความคิดเราด้วยข้อเสนอที่ว่า คำสำคัญอย่าง "ชาติ" "ความเป็นไทย" หรือแม้แต่ "ประชาธิปไตย" นั้นแท้จริงแล้วเป็นพื้นที่ว่างหรือ "อภิสัญญะ" (Metasignifier) ที่เปิดให้กลุ่มอำนาจต่าง ๆ เข้ามาช่วงชิงนิยามเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองอยู่เสมอ ผ่านการคลี่ดูที่มาและความเปลี่ยนแปลงของการช่วงชิงและฉวยใช้ความหมายของ "ประชาธิปไตย" ความลุ่มลึกของหนังสือคือการชี้ให้เห็นว่า ตลอดหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย "ประชาธิปไตย" มักถูกกำหนดความหมายแบบ "การนิยามเชิงนิเสธ" (Negative identification) นั่นคือการบอกว่าประชาธิปไตย "ไม่ใช่สิ่งใด" มากกว่าการตอบให้ชัดเจนว่าตัวมันเองคืออะไร
    .
    "ประชาธิปไตย ประเสริฐสุด ที่เป็นไปได้: ปมปริศนาบนเส้นทางแสวงหาของสังคมไทย" ได้พาผู้อ่านย้อนรอยการเดินทางของการให้ความหมายดังกล่าว โดยเริ่มจากรอยต่อของยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงยุคสงครามเย็น (พ.ศ. 2475-2535) ในช่วงแรก (พ.ศ. 2475-2490) ประชาธิปไตยถูกให้ความหมายท่ามกลางการประนีประนอมและการต่อสู้ทางความคิดของคณะราษฎรว่า "ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ใช่สาธารณรัฐ และไม่ใช่สังคมนิยม" ก่อนที่ความหมายนี้จะถูกปรับเปลี่ยนอีกครั้งในช่วงทศวรรษ 2516-2535 ท่ามกลางบริบทของการตื่นตัวของภาคประชาชนและบาดแผลจากเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ จนถึงพฤษภาทมิฬ สังคมไทยในยุคนั้นได้ร่วมกันปฏิเสธอำนาจเบ็ดเสร็จของกองทัพ และนิยามประชาธิปไตยใหม่ว่าต้อง "ไม่ใช่เผด็จการทหาร และไม่ใช่คอมมิวนิสต์"
    .
    ถัดจากนั้น "ประชาธิปไตย ประเสริฐสุด ที่เป็นไปได้: ปมปริศนาบนเส้นทางแสวงหาของสังคมไทย" ได้นำพาเราเข้าสู่ยุคแห่งความหวังและการแตกสลาย (พ.ศ. 2536-2557) หลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง สังคมเกิดความตื่นตัวในการปฏิรูปการเมืองจนนำไปสู่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ประชาธิปไตยในยุคนี้จึงถูกนิยามว่า "ไม่ใช่เพียงเลือกตั้งธิปไตย และไม่ใช่โลกานุวัตรสุดโต่ง" โดยเน้นไปที่กลไกการตรวจสอบถ่วงดุล ทว่าในเวลาต่อมา (พ.ศ. 2549-2557) สังคมไทยกลับต้องเผชิญกับวิกฤตความขัดแย้งของมวลชนเสื้อสี ซึ่งสะท้อนผ่านการนิยามประชาธิปไตยที่ถูกแบ่งขั้วอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งมองว่าต้อง "ไม่ใช่ประชาธิปไตยไม่เสรีหรืออำนาจนิยม" เพื่อต่อต้านระบอบทักษิณ ในขณะที่อีกฝ่ายมองว่าต้อง "ไม่อำมาตยาธิปไตย" เพื่อต่อต้านเครือข่ายอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
    .
    ความแหลมคมอย่างยิ่งของหนังสือเล่มนี้ คือการวิเคราะห์สถานการณ์ร่วมสมัยนับตั้งแต่การรัฐประหารโดย คสช. เป็นต้นมา (พ.ศ. 2558-ปัจจุบัน) ผู้เขียนชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ร้าวลึกระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมและกองทัพที่มุ่งขยายอำนาจรัฐ กับขบวนการคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องการปฏิรูปสถาบันหลัก ประชาธิปไตยในสภาวะนี้จึงเผชิญกับการนิยามที่ตึงเครียดว่า "ไม่ใช่สาธารณรัฐจำแลง และไม่ใช่เสมือนสมบูรณาญาสิทธิ์" นำไปสู่สภาวะชะงักงันที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยสองใบอนุญาต" ซึ่งสังคมไทยยังคงติดหล่มและมองไม่เห็นทางออกที่ชัดเจน
    .
    "ประชาธิปไตย ประเสริฐสุด ที่เป็นไปได้: ปมปริศนาบนเส้นทางแสวงหาของสังคมไทย" ไม่ได้มอบสูตรสำเร็จรูปให้แก่ผู้อ่าน แต่ทิ้งท้ายไว้อย่างทรงพลังว่า "ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้" (The Best Possible Democracy) ไม่ใช่ยูโทเปียที่สมบูรณ์แบบหรือสัจธรรมที่หยุดนิ่งตายตัว หากแต่เป็น "การเดินทาง" และการจาริกแสวงหาที่สมาชิกในสังคมต้องเรียนรู้ร่วมกัน ลองผิดลองถูก รังวัดทำแผนที่ และสร้างเรื่องเล่าความหมายใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับใครที่ต้องการทำความเข้าใจโครงสร้างความขัดแย้งและพลวัตของการเมืองไทย หนังสือเล่มนี้คือเข็มทิศชั้นดีที่ช่วยประคับประคองให้เราเห็นรากฐานของปัญหา และมีกำลังใจที่จะเดินหน้าค้นหาประชาธิปไตยของเราต่อไป


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in