เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
A teardrop to the ocean – living_offsoda
1st drop


  •  

                กลุ่มควันสีขาวฟุ้งลอยขึ้นตัดกับท้องฟ้ามืดสนิทในเวลาราว ๆ ตีสี่ เจ้าของผลงานนั่งมองศิลปะจากมะเร็งอัดแท่งที่ริมระเบียงอย่างเหม่อลอย เขาตกหลุมพรางของมันตั้งแต่ได้ลองสูบครั้งแรกจากความคึกคะนองในวัย 16 จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องจุดไฟมันขึ้นมาสูบ โดยเฉพาะช่วงนี้ แต่บุหรี่ราคาถูกมวนที่แปดภายในสองชั่วโมงที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำให้เขาสมองโล่งขึ้นเท่าไหร่นัก

     

    “...กิ”

     

    “ว่า ?”

     

    “โลกิ..”

     

     

    “อืม.. ขอตัวนี้หมดก่อนดิ” พูดไปอย่างนั้นแต่นิ้วกลับย้ายบุหรี่แท่งเรียวออกจากปากมาขยี้กับกระถางต้นไม้ริมระเบียงที่เขาเป็นคนเอามาปลูกไว้เองแทน แสงไฟสีส้มค่อย ๆ หรี่ลงจนดับไปในกลุ่มปุ๋ยดิน เขานึกขอโทษเจ้าต้นเฟิร์นบอสตันที่เอามะเร็งมาเผื่อแผ่ในใจก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูระเบียงให้เรียบร้อย

     

     

    “งอแงอีกแล้วสิ”

     

    “...ไม่ไป”

     

    “เออ ฉันก็อยู่นี่ไง” ตอบกลับคนที่หลับไม่รู้เรื่องราว ใช้นิ้วเกลี่ยซับหยดน้ำสีใสที่ไหลเป็นทางจนเปรอะเปื้อนเต็มหมอนใบโต

     

    “อุตส่าห์พาไปเที่ยวทะเลจนดึกยังกลับมาร้องไห้อีก ขี้แยว่ะ” ถึงจะออกปากบ่นแต่กลับมีรอยยิ้มเล็ก ๆ จุดขึ้นตรงมุมปาก

     

    เสียงเรียกชื่อเขาเปลี่ยนเป็นเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ โลกิเกลี่ยน้ำตาที่ดูจะเป็นหยดสุดท้ายของคืนนี้ออกแล้วจัดผ้าห่มให้เจ้าเพื่อนหน้าแมวของเขาดี ๆ ก็ดูสิ ขี้หนาวแท้ ๆ แต่เวลานอนกลับเตะผ้าห่มทิ้งไปเฉย เดือดร้อนเขาต้องมาคอยห่มให้ใหม่ตอนกลางดึกแบบนี้แทบทุกคืนถึงจะได้เห็นภาพแมวเป็นก้อนกลมใต้ผ่าห่มในตอนเช้า เอื้อมมือไปปิดโคมไฟหัวเตียงก่อนจะซุกตัวเข้าใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับที่เขาห่มให้คนข้าง ๆ เมื่อครู่นี้

     

     

    “ฉันจะไม่ไปไหนจนกว่าเขาจะกลับมา”    

     

    .

    .

    .

     

               บัคกี้ตื่นขึ้นมาด้วยสภาพตาบวมเป่ง กระบอกตาทั้งสองข้างปวดร้าวจนต้องยืนหลับตานิ่ง ๆ ที่หน้ากระจก... ตอนนี้เพิ่งเจ็ดโมงเช้า และเขาเพิ่งได้นอนตอนตีสามครึ่ง อาการเหล่านี้ต้องมาจากการนอนน้อยแน่ ๆ

     

     

    แกร๊ก –

     

     

    “ไง ปวดตาหรอ”

     

    “อืม” ส่งเสียงในลำคอตอบโลกิ(ทั้งที่ตาสองข้างยังปิดอยู่)ที่เปิดประตูห้องน้ำเข้ามาอย่างถือวิสาสะ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาตกใจอะไร  

     

    “สงสัยนอนน้อยแหง โทษทีที่พาไปเที่ยวดึก”

     

    “เออ เพราะนายเลย” ภาพแรกที่ลืมตามาเห็นในกระจกคือโลกิ ลาฟฟี่ซัน เวอร์ชั่นทั้งตัวมีแต่กางเกงบอลหลวม ๆ (ที่คาดว่าน่าจะรื้อมาจากตู้เสื้อผ้าเขา) ตัวเดียวเดินผ่านไปถอดกางเกงลงอ่างอาบน้ำที่เขาเปิดน้ำเตรียมไว้

     

    “เออขอโทษษษษ รีบ ๆ มาอาบน้ำเร็ว จะได้รีบลงไปช่วยพี่นายเปิดร้าน”

     

    “ฉันง่วงจะตายอยู่แล้วเนี่ย”

     

    “ก็มาอาบน้ำจะได้สดชื่น มาเร็ว ๆ ” ไม่พูดเปล่า เร่งเขาด้วยการวักน้ำออกมาสาดใส่เขาด้วย เลยต้องเดินมุ่ยปากไปลงอ่างที่อีกคนนั่งตบน้ำเล่นสบายใจอยู่

     

     

     จ๋อม–

     

     

    “อ่า น้ำอุ่นจัง ง่วงกว่าเดิมอีกนะเนี่ย” พอร่างกายสัมผัสกับน้ำอุ่น ๆ แล้วก็แทบไถลตัวลงอ่าง ติดอยู่ที่ว่ามีโลกินั่งแช่หันหน้าเข้าหาเขาอยู่อีกฝั่ง

     

    “อย่าเพิ่งงอแง เดี๋ยววันนี้พานอนกลางวัน” ปากบ่นไป ส่วนมือทั้งสองข้างก็ค่อย ๆ เอาน้ำลูบหน้าลูบตาเพื่อนที่ตาปรือปรอยใกล้หลับอย่างนึกเอ็นดู ... ลูกชายคนเดียวของบ้านลาฟฟี่ซันสำหรับคนอื่นอาจจะดูเงียบขรึมและแข็งกระด้าง แต่โลกิ ลาฟฟี่ซันสำหรับบัคกี้แล้วก็เหมือนพี่น้องคนหนึ่ง อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กจนการกระทำแบบนี้เป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว

     

    “พูดเหมือนฉันเป็นเด็กอนุบาล”

     

    “ใช่ที่ไหน นายน่ะเด็กทารกชัด ๆ เลย ไม่ใช่ว่าน่ารักนะ แต่สมองยังไม่โต”

     

    “นี่นายว่าฉันหรอ ?” ตาที่เคลิ้มใกล้หลับเมื่อครู่เบิกกว้างจนอีกฝ่ายหัวเราะคิกคัก บัคกี้ที่เริ่มหมั่นไส้เลยกวักน้ำใส่หน้าของอีกคน

     

    “แค่ก.. นี่จะวอร์ใช่ปะ”

     

    “โทษที มือมันลั่น ฮ่า ๆ”

     

    “โอเคไม่โกรธ แต่ห้ามดื้อแล้ว รีบอาบรีบเสร็จ รีบไปช่วยพี่นาย” พูดดักทางไว้ก่อนมือเพื่อนจะลั่นอีกรอบ อีกฝ่ายเลยหยุดมือที่กำลังจะกวักน้ำใส่เขา พยักหน้าแบบเซ็ง ๆ ให้แล้วเริ่มอาบน้ำจริง ๆ จัง ๆ เสียที

     

     

               สำหรับโลกิแล้ว บัคกี้ บาร์นส์ ไม่ใช่เด็กทารกที่ยังไม่รู้ประสีประสา

    แต่บัคกี้คือเด็กที่ต้องการความรัก ความเอาใจใส่มาก ๆ

    มากกว่าใคร ๆ ในโลกนี้เลย ...

     

     

     .

    .

    .


     

               ชั้นล่างของบ้านบัคกี้เป็นร้านเบเกอรี่เล็ก ๆ จากฝีมือของพี่สาวเขา ทุก ๆ วันเขาจะต้องลงมาช่วยเปิดร้าน ทำขนมบ้างในส่วนที่พอทำได้ ไปจนถึงออกไปส่งขนมแทนพี่เวลาที่ยุ่งมาก ๆ ก็มี ส่วนโลกิเองก็เหมือนกัน เพราะทั้งคู่อยู่ในช่วง gap year ไม่ได้เรียนมหาลัยต่อและคิดไปเองว่ากำลังค้นหาตัวตนอยู่ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วทำแค่ไปเที่ยวนู่นเที่ยวนี่เรื่อยเปื่อย เอาจริง ๆ ก็คืออยากพักสมองเฉย ๆ และขี้เกียจด้วยนั่นแหละ ตอนนี้เลยว่างพอที่จะมาช่วยที่บ้านเขาได้ทุกวัน

     

     

    “บัคกี้ น้องโลกิ พี่ฝากร้านหน่อยนะ”

     

    “คร้าบผมมม” ‘น้องโลกิ’ ขานรับเสียงใสจนคนเป็นน้องแท้ ๆ เบะปากหมั่นไส้  

     

    “เดี๋ยวพี่ซื้อขนมมาฝากนะเด็ก ๆ ” ยิ้มใจดีให้และยีหัวน้องชายทั้งสองคนก่อนจะเดินออกจากร้านไป แก้มอวบแนบลงกับโต๊ะไม้เล็ก ๆ ในร้าน ตาที่ปรือปรอยมาตลอดทั้งช่วงเช้าปิดฉับเหมือนถูกสับสวิตช์

     

    “ได้เวลานอนกลางวันแล้วสิ จะนอนตรงนี้เลยหรอ”

     

    “อือออ ขอพักสายตาแป๊บ”

     

    “ไปนอนบนบ้านดี ๆ ไป โต๊ะไว้ให้ลูกค้ามานั่งกินไม่ได้ให้นายมานอนน้ำลายหกใส่นะ” ปากบ่นแต่มือลูบกลุ่มผมนิ่มด้วยความเอ็นดู ... นอนก็นอนดึก ตื่นก็ตื่นเช้า แถมยังโดนใช้งานซะอ่วม วันนี้บัคกี้ได้ตีแป้งกับวิปครีมตั้งแต่เช้า เพิ่งจะได้พักเอาตอนนี้ก็บ่ายแก่ ๆ ให้แล้ว คงจะเหนื่อยน่าดู ส่วนเขาน่ะหรอ เห็นดุ ๆ แบบนี้แต่ได้ทำหน้าที่ตกแต่งหน้าเค้กเชียวนะ

     

    “นายจะเฝ้าร้านคนเดียวหรอ”

     

    “อือ ตอนบ่ายไม่มีออร์เดอร์อะไรแล้ว ไปนอนดี ๆ เถอะ”

     

    “จะอยู่คนเดียวจริง ๆ อะ ?”

     

    “เออ อยากไปนอนก็รีบไป ก่อนจะโดนฉันตบให้ตาสว่าง” เจ้าของกลุ่มผมที่เขาลูบอยู่เด้งตัวจนมือเขาลอยหวือ ตาปรือเหมือนแมวง่วงมีประกายวิ้ง ๆ เต็มไปด้วยความหวังจ้องมาจนโลกิหัวเราะลั่น       

                 

    “งั้นฝากหน่อยนะเพื่อนรัก ขอเวลาครึ่งชั่วโมงพอ”

     

    “จะนอนกี่ชั่วโมงก็นอนไปเถอะ”

     

    “รักนายมาก สู้ ๆ !”

     

    “ถ้าจะเปิดแอร์ก็ห่มผ้าดี ๆ นะ!!” ตะโกนไล่หลังเพื่อนตัวดีที่รีบวิ่งดุ๊ก ๆ ไปทันทีที่เขาอนุมัติ ถึงช่วงบ่ายจะไม่มีอะไรแล้วแต่เขาคงไม่ว่างพอจะไปคอยห่มผ้าห่มผ่อนให้เหมือนตอนกลางคืนหรอกนะ

     

    “คร้าบบบบบ” สิ้นเสียงไอ้แมวตัวแสบของเขาทั้งร้านก็กลับมาสู่บรรยากาศอบอุ่นกับเพลงอะคูสติกฟังสบายที่เขาไม่อินเท่าไหร่ แต่ก็นะ ร้านเค้กจะให้เปิดเพลงร็อคเบสหนัก ๆ อย่างที่ชอบก็ใช่เรื่อง ก็ยอม ๆ ให้เพลงมันเป็นไปตามเพลย์ลิสต์ของเจ้าของร้านเถอะเนอะ

     

     

               โลกิกวาดตามองผ่านกระจกใสไปนอกร้าน บรรยากาศช่วงบ่ายกับใจกลางเมืองอย่างนี้ก็ดูวุ่นวายใช่ย่อย ถึงจะสู้ช่วงเย็นไม่ได้แต่ถ้าบวกกับแดดเปรี้ยง ๆ ข้างนอกแล้วเขาก็คิดว่ามันบรรลัยกว่าบรรยากาศรถติด ๆ ในตอนเย็นเยอะ 

               

     

     

    ครืด ครืด –

     

     

    โทรศัพท์เครื่องบางที่สภาพ(โคตร)ไม่น่าเชื่อว่าจะยังใช้ได้สั่นครืดอยู่บนโต๊ะแสดงแจ้งเตือนข้อความเข้าจากแอพพลิเคชั่นสีเขียว –และชื่อห้องแชทที่ทำเอาโลกิมือสั่นไปจนถึงหัวใจดวงที่คิดว่าคงขนาดพอ ๆ กับกำปั้นของเขา 

     

     

    ‘เสื้อ Metallica สีขาวของฉันอยู่กับนายหรือเปล่า’ 01:45 pm.

     

                          ‘อืม เดี๋ยวซักไปคืนให้’ read 01:45 pm.

     

    ‘เหรอ' 01:45 pm.

    'เออ ช่างเถอะ’ 01:45 pm.

     

    ‘เดี๋ยวพรุ่งนี้ซักไปคืนให้’ read 01:46 pm.

     

    ‘ไม่เป็นไร’01:46 pm.

    ‘ไม่เอาแล้ว’01:46 pm.

    ‘ไม่ต้องเอามาคืนนะ’01:46 pm.

     

    ‘เสื้อตัวโปรดนายนี่’ read 01:46 pm.

     

     ‘ไม่ชอบแล้ว’01:46 pm.

    ‘ไม่อยากเห็น’01:46 pm.

     

     

     

              โลกิแค่นยิ้มให้กับประโยคปฏิเสธที่ดูโง่แสนโง่ของคนในห้องแชท... เขารู้ว่าคู่สนทนาไม่ได้หมายถึงเสื้อแขนยาวสีขาวสกรีนลายวงเฮฟวี่เมทัลวงโปรดของอีกฝ่ายอย่าง Metallica ตัวนั้นหรอกเขารู้ ...  

     

     

    ‘หมายถึงเสื้อ?’ read 01:46 pm.

     

     ‘ฉันหมายถึงนาย’ 01:47 pm.

     

     

    “ฮ่า ๆ” ถ้ามีลูกค้าเดินเข้ามาตอนนี้โลกิคงรู้สึกผิดแย่ที่ต้องทำให้คนอื่นได้ยินเสียงหัวเราะโคตรขมขื่นของตัวเอง.. เขาปล่อยให้เวลาบ่ายโมงสี่สิบเจ็ดนาทีหยุดบทสนทนาที่แสนใจร้ายนั้นไว้ ถ้าอีกคนไม่ต้องการมัน เขาก็จะไม่ให้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อสีขาวที่เขาใส่ไปยืนร้องไห้ที่ริมทะเลเมื่อวานจนมันเปื้อนน้ำตา หรือแม้กระทั่งหัวใจพัง ๆ ของคนอย่างเขา ...

     

    ถ้าเจ้าของห้องแชทชื่อว่า THOR O. ไม่ต้องการมันอีกต่อไป เขาก็จะไม่เอามันไปให้อีกแล้ว

     

    โลกิตัดสินใจทิ้งร้านไว้ซักพักแล้วเดินมาที่สวนหลังบ้าน –ในร้านไม่มีอะไรหรอก ที่มีค่ามากที่สุดก็คงจะเป็นสตรอว์เบอร์รี่ชีสเค้กปอนด์โตในตู้ที่ลูกค้าสั่งไว้ว่าจะมารับตอนเย็นก็แค่นั้น ถ้ามันหายก็แค่ทำใหม่ (ซึ่งถ้าพี่สาวบัคกี้รู้เข้าเขาคงโดนเตะทิ้งจากตำแหน่งน้องโลกิแหง ๆ )แต่เอาเถอะ แป๊บเดียว ตอนนี้เขาก็ไม่ได้มีกะจิตกะใจจะนั่งอยู่ติดที่เท่าไหร่นักหรอก ...นิ้วเรียวคีบบุหรี่มวนน้อยขึ้นมาจุดสูบอีกครั้งควันสีขาวลอยอยู่ในระดับสายตาให้เขาได้ดูเพลิน ๆ – นี่คืออีกหนึ่งอย่างที่ทำให้โลกิตกหลุมของมัน

     

               เขาชอบมองกลุ่มควันที่เดินทางออกจากปากช้า ๆ พวกมันบินออกมาเอื่อย ๆ ราวกับนกปีกหักพยายามบินในท้องฟ้ามืดหม่นครึ้มฟ้าครึ้มฝนที่ชื่อว่าโลกิ ลาฟฟีซัน ...ฟังดูช่างน่าหดหู่ แต่อย่างน้อยควันบุหรี่ก็เป็นสีที่สว่างที่สุดเท่าที่คนหม่นหมองอย่างเขาจะสามารถสร้างออกมาได้

     

     

               กริ๊ง –

     

     

    เสียงกระดิ่งประตูร้านทำให้โลกิต้องหยุดชั่วโมงสร้างสรรค์ศิลปะไว้ที่บุหรี่ครึ่งมวนและกระถางต้นไม้ที่มีก้นบุหรี่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชิ้น ปัดป่ายมือตามเสื้อผ้า ล้วงเอาน้ำหอมขวดเล็กที่พกไว้ในกางเกงมาฉีดไล่กลิ่นนิโคตินที่คงไม่เหมาะกับร้านเค้กเท่าไหร่แบบลวก ๆ

     

     

    “ยินดีต้อนระ...” 

     

    “ไง” รูปร่างกำยำสมส่วนอย่างคนออกกำลังกายหนัก ๆ ของลูกค้าใหม่ไม่ได้ทำให้พนักงานอย่างเขาตกใจ แต่ใบหน้าที่คุ้นตากับน้ำเสียงที่เขาเคยได้ยินของคนคนนี้ ทำให้โลกิรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุด

     

    “นาย...”

     

    “อืม ฉันเอง”

     

    “ก...กลับมาแล้วหรอ”

     

    .

    .

    .


              โลกินั่งกุมมือทั้งสองข้างวางไว้บนโต๊ะสำหรับลูกค้า ซึ่งตอนนี้ก็มีลูกค้าจริง ๆ นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม อีกฝ่ายยิ้มจริงใจมาให้ ส่วนเขาทำได้เพียงยิ้มแหย ๆ กลับเท่านั้น

     

    “กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

     

    “หมายถึงฉันหรือหมอนั่น ?”

     

    “นาย...นั่นแหละ”

     

    “ฮ่า ๆ ฉันก็อยู่ที่นี่ตลอดแหละ” ตอบกลับอย่างอารมณ์ดีพร้อมตักเค้กเข้าปาก “โห โคตรอร่อย นี่นายทำ ?”

     

    “ฉันแค่แต่งหน้าเค้กเฉย ๆ” เรดเวลเว็ทชิ้นที่อีกฝ่ายกำลังจะตักคำที่สองเข้าปากนั่นก็ฝีมือเขาตกแต่งเองเหมือนกัน  

     

    “เมื่อกี้บอกว่าอยู่ที่นี่ตลอดหรอ ?”

     

    “อ่าฮะ”

     

    “แล้ว...”

     

    “ยังไม่กลับมาหรอก” โลกิคิดว่าเขาไม่ได้รู้สึกไปเองแน่ ๆ ว่าแววตาขี้เล่นเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นสงบนิ่งทันทีที่เขาถามถึงใครอีกคน

     

    “อีกนานแค่ไหน”

     

    “น่าจะซักสองหรือไม่ก็สาม ..”

     

    “ปี ?”

     

    “เดือน” คำตอบสั้น ๆ ที่ทำหัวใจคนฟังกระตุกวูบ เวลาแค่นั้น ..เวลาอีกแค่สองสามเดือนเองหรอ ...

     

    “แต่บัคยังจำไม่ได้”

     

    “ก็ให้หมอนั่นกลับมาช่วยนายสิ”

     

    “ไม่ใช่ว่ามันจะแย่ลงกว่าเดิมหรือไง”

     

    “ทำไมถึงคิดแบบนั้น” เอาล่ะ เขาไม่ได้คิดไปเองแน่ ๆ เพราะมือที่จับส้อมจิ้มเค้กเมื่อกี้วางมันลงบนจานแล้วนั่งกุมมือไว้ท่าเดียวกับเขาแล้ว... เรื่องเครียดกำลังจะเพิ่มเข้ามาในหัวเขาอีกแล้วสินะ

     

    “บัคกี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองร้องไห้เพราะอะไร”

     

    “แต่บัคจำนายได้”

     

    “บัคจำได้ทุกอย่างยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวกับหมอนั่น”   

     

    “ทำไม”

     

    “ฉันก็ไม่รู้” สิ้นเสียงของเขาก็ไม่มีบทสนทนาใดต่อ รวมถึงเพลงสุดท้ายของเพลย์ลิสต์เล่นจบพอดี ร้านทั้งร้านจึงตกอยู่ในความเงียบ ...

     

    “โลกิ ฉันหิวข้าววววววววว” ไม่ถึงนาที ... เสียงยานคางพร้อมเจ้าของร่างก็ค่อย ๆ เดินมายืนงอแงใส่เขา ด้วยตายังปรืออยู่คงไม่ทันสังเกตเห็นลูกค้าที่นั่งอยู่ด้วย

     

    “หิวมากนอนไม่หลับเล— เอ๊ย มีลูกค้าหรอ  ขอโทษครับ” พอมองเห็นแล้วก็สะดุ้งโหยง ขอโทษขอโพยอีกฝ่ายยกใหญ่จนโลกิต้องยกมือมาปรามให้หยุด

     

    “ไม่เป็นไร เพื่อนฉันเอง”

     

    “เพื่อนนาย ?”

     

    “ใช่เพื่อนใหม่น่ะ นายไม่รู้จักหรอก  ชื่อแซม ...แซม วิลสัน” เจ้าของชื่อมองตาโลกิก่อนจะพยักหน้าให้เบา ๆ ริมฝีปากที่เรียบตึงรีบฉีกยิ้มกว้างจนตาปิดให้ 

     

    “ไง บัคกี้”

     

    “เอ่อ ...หวัด ..หวัดดี แซม” บัคกี้ยิ้มแหยให้ แล้วรีบหันกลับมาขมวดคิ้วใส่เพื่อน ‘ไปเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ตอนไหนวะ’  โลกิอ่านตาแมว ๆ นั่นได้ประมาณนี้เลยแหละ

     

    “หิวไม่ใช่รึไง ไปดูตู้เย็นในบ้านดิ๊มีไรให้ทำมั่ง เดี๋ยวตามเข้าไป”

     

    “เอ้ออ  ลืมไปเลย ... รีบ ๆ ตามมานะ หิวมาก!”

     

    “อย่าเพิ่งใช้มีดหั่นอะไรเองนะ!!” ตะโกนไล่หลังลูกแมวตัวอวบที่ก้าวฉับ ๆ ไปทันทีที่พูดถึงของกิน บัคกี้ไม่ได้ซุ่มซ่ามขนาดนั้น แต่โลกิอยากมั่นใจว่าเพื่อนเขาจะไม่บาดเจ็บเพราะของมีคมอะไรก็ตามในห้องครัว 

     

    “เห็นแล้วใช่ไหม”

     

    “ว่า ? บัคผมยาวขึ้นเยอะเลยใช่ปะนั่น”  

     

    “ไม่ใช่โว้ย! ฉันหมายถึงขนาดนาย บัคกี้ก็จำไม่ได้”

     

    “ก็ อืม...”แซมตอบรับในลำคอเสียงเบา ทำสีหน้าครุ่นคริดอยู่ซักครู่ก่อนจะถอนหายใจ

     

    “เราคงต้องคุยกันอีกทีตอนหมอนั่นกลับมา”

     

    “ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น ระหว่างนี้ฉันจะมาบ่อย ๆ แล้วกัน” โลกิไม่ตอบอะไรนอกจากพยักหน้าให้ 

     

    “ว่าแต่ดูแลบัคดีกว่าเพื่อนฉันอีกมั้งเนี่ย”

     

    “งั้นก็ไปบอกเพื่อนนายช่วยรักบัคกี้ให้มากกว่าที่ฉันรักด้วยแล้วกัน”

     

     

    “มันก็เป็นอย่างนั้นมาตลอดอยู่แล้ว”

    .

    .

    .

    - TBC -



    สำหรับตอนที่ 1 อาจจะยังงง ๆ แต่จะค่อย ๆ พยายามมาคลี่คลายปม (ที่ผูกไว้มั่ว ๆ ) ต่อไปเรื่อย ๆ ค่ะ แฮ่

    ส่วนภาษาก็อาจจะยังไม่สมูทเท่าไหร่การเดินเรื่องเราก็อยากให้เป็นไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังแอบขัดๆใจตัวเองอยู่ แง T_T ยังไงก็ติชมได้เลยนะคะ ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ เย้


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
getmmnp (@getmmnp)
ได้กินมาม่าลอยมาแต่ไกลเลยยย