เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
แปลบทความและบทสัมภาษณ์ญี่ปุ่น by TLLucid Translation
บทสัมภาษณ์ ยากิระ ยูยะ x มัตสึมูระ โฮคุโตะ “คุโจ ยอดทนายบาป” (Netfilx)
  • บทสัมภาษณ์ ยากิระ ยูยะ x มัตสึมูระ โฮคุโตะ “คุโจ ยอดทนายบาป” (Netfilx) สอนให้รู้ถึง “ความสำคัญของการเผชิญหน้ากับความจริง”


    เผยแพร่เมื่อ 4 เมษายน 2026

    เขียนโดย สุนางะ ทาคาโกะ

    ----



    โปรไฟล์นักแสดง: 


    ยากิระ ยูยะ เกิดปี 1990 มาจากกรุงโตเกียว เมื่อตอนอายุ 14 ได้รับรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยม เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ในผลงานภาพยนตร์ “Nobody Knows” และเป็นผู้รับรางวัลที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ นอกจากนั้นยังเป็นนักแสดงหลักในผลงานต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ Netfilx เรื่อง “Asakusa Kid” (2021) ละครเรื่อง “Light of My Lion” (2024) ออริจินัลซีรีส์ของ Disney+ เรื่อง “Gannibal” (2022-2025) ส่วนภาพยนตร์เรื่อง “RYUJI” (กำหนดฉาย 30 ตุลาคม 2026) นั้น ต้องรอการเผยแพร่ต่อไป


    มัตสึมูระ โฮคุโตะ เกิดปี 1995 มาจากจังหวัดชิซุโอกะ เดบิวต์ด้วยการออก CD ครั้งแรกในฐานะ “SixTONES” วงที่มีสมาชิก 6 คน เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มีผลงานละคร เช่น “Ms. Saionji Doesn’t Do Housework” (2024) “Ensemble” (2025) และผลงานภาพยนตร์อย่าง “All the Long Nights” (2024) “1ST KISS” (2025)  “5 Centimeters per Second” (2025) เป็นต้น

    มานาเบะ โชเฮย์ นักเขียนมังงะยอดนิยม ผู้สร้างผลงาน “Ushijima the Loan Shark” ซึ่งขณะนี้ ผลงาน “คุโจ ยอดทนายบาป” ที่กำลังตีพิมพ์เป็นตอนในนิตยสาร Big Comic Spirits (สำนักพิมพ์โชกะคุคัง) นั้น กำลังได้รับการดัดแปลงเป็นซีรีส์ฉบับคนแสดง และจะเริ่มฉายใน Netfilx ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายนเป็นต้นไป คุโจ ไทสะ ตัวเอกของเรื่องนี้่ เป็นทนายแหกคอกที่รับแต่งานจากลูกความเจ้าปัญหา ในมุมมืดของสังคม ส่วนคาราสึมะ ชินจิ คนเก่งจากรั้วมหาวิทยาลัยโตเกียว ก็สนใจในตัวคุโจ และเข้ามาเป็นทนายผู้ช่วย ซึ่งใน two-shot interview ของยากิระ ยูยะ ผู้รับบทคุโจ และมัตสึมูระ โฮคุโตะ ผู้รับบทคาราสึมะครั้งนี้ ได้เผยให้เห็นถึงทักษะการแสดงอันโดดเด่นของยากิระ

    สถานที่ถ่ายทำอันน่าตื่นเต้น


    – “คุโจ ยอดทนายบาป” นอกจากจะเป็นแนวดราม่ากฎหมายที่มีตัวเอกเป็นทนายแล้ว ยังเป็นดราม่าอาชญากรรมที่เกี่ยวพันกับคนในโลกใต้ดินอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้นำจุดดีของทั้งสองแนวมาผสมผสานกัน จนได้โทนเรื่องที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะการฟาดฟันกันผ่านการโต้คารม ด้วยประโยคที่ฟังดูติดขัดนั้น ทำให้รู้สึกด้านชาเป็นพิเศษ แล้วโทนเรื่องแบบนี้ มาจากการแสดงของผู้กำกับหรือเปล่า?

    ยากิระ ยูยะ (จากนี้จะเรียกว่ายากิระ): คิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะบรรยากาศสำนักงานกฎหมายในโลกจริงจะเงียบสงบด้วยครับ น่าจะมีทนายที่บ้าคลั่งและแสดงออกเยอะอยู่เหมือนกัน แต่ภาพจำก็มักจะเป็นคนที่พูดจาเนิบ ๆ

    มัตสึมูระ โฮคุโตะ (จากนี้จะเรียกว่ามัตสึมูระ): แต่ว่า บทอื่น ๆ นอกจากบทของเรา ก็ไม่ค่อยมีใครส่งเสียงดังเท่าไหร่นะครับ

    ยากิระ: อ๊ะ จริงด้วย

    มัตสึมูระ: ดังนั้นถ้ามีใครสักคนแหกปากว้ากขึ้นมา ก็จะกลายเป็นเครื่องเทศที่ชวนให้สะดุ้ง ผมว่ามันก็สมดุลดีนะครับ

    ยากิระ: จริงอยู่ที่คุโจและคาราสึมะเป็นแกนกลางของจักรวาลในเรื่อง แต่นักแสดงทุกคนที่รับบทผู้เสียหายและผู้ก่อเหตุก็มีส่วนช่วยยืดเรื่องออกไปด้วย

    —มีตัวละครที่ยากจะรับมือหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นมิบุ (มาจิดะ เคย์ตะ) ที่นำเรื่องจากโลกใต้ดินมาให้คุโจ และเคียวโกคุ (มุโระ สึโยชิ) รองหัวหน้าแก๊งที่ตั้งใจจะนำองค์กรของคุโจเข้าไปพัวพัน โคยามะ ประธานบริษัทผลิตหนังผู้ใหญ่ (ซิสซอน ฮาเสะกาวะ ชิโนบุ) สุกาวะระ (โกโต้ ทาเคโนริ) เจ้าของบ้านพักคนชราจอมหน้าเลือด ยามาชิโระ ทนายกังฉินที่เคยเป็นอาจารย์ของคุโจ (อิวะมัตสึ เรียว) ฉากที่เผชิญหน้ากับตัวละครเหล่านั้น ชวนลุ้นจนติดหนึบเลยล่ะครับ

    ยากิระ: ซีรีส์เรื่องนี้ขึ้นชื่อว่า “ไม่กระโตกกระตาก” ไม่ใช่แนวคอมเมดี้ แล้วก็ไม่ได้มีฉากแอคชั่นฉูดฉาดเป็นแกนหลักด้วย แต่ผมก็รู้สึกว่าได้ใช้กำลังกาย ในการตั้งสมาธิอยู่เหมือนกัน เพราะการที่ทุกคนจะคีพความลุ้นระทึกที่เรื่องนี้จะต้องมี แน่นอนว่าต้องใช้กำลังกาย และผมก็รู้สึกว่ามันจะทำให้การแสดงน่าดูยิ่งขึ้น ในจักรวาลที่โปรดิวเซอร์ (คุณนาสุดะ) และผู้กำกับโดอิตั้งใจจะสร้าง การคีพคาร์ของคุโจคือสิ่งสำคัญสำหรับผม

    มัตสึมูระ: ความจริงแล้ว ฉากและสถานการณ์ที่ชวนลุ้นระทึกมีอยู่เยอะมาก อย่างห้องพบผู้ต้องหา น่ากลัวมากเลยล่ะ แน่นอนว่าจัดฉากไว้ล่วงหน้า แต่พอลงมือทำจริงแบบสมจริงขนาดนั้น สถานที่ถ่ายทำก็แผ่พลังที่น่าระทึกออกมา และในฐานะที่ผมแสดงโดยได้รับพลังนั้นโดยตรง จะแสดงผ่านหรือไม่ผ่านกันแน่ ถ้าไม่ผ่าน ก็จะเปลี่ยนวิธีตีความแล้วแสดงอีกครั้ง พูดตามตรงว่ามีช่วงที่รู้สึกเหมือน “แพ้ความประหม่า” อยู่เยอะเหมือนกัน และบางครั้งก็รู้สึกกดดัน แม้จะพยายามไม่คิดว่าตัวเองรู้สึกแบบนี้เพราะเนื้อเรื่อง หรือรู้สึกถึงอารมณ์เหล่านั้นด้วยตัวเองอยู่

    ยากิระ: บทพูดก็เยอะด้วยเนอะ

    มัตสึมูระ: แล้วก็มีบทยาก ๆ เยอะเลย จนรู้สึกว่า “ทนายคุโจนี่เจ๋งจัง”

    ยากิระ: ไม่หรอกๆๆๆ

    —ตรงไหนที่คุณรู้สึกว่า “เจ๋งจัง”

    มัตสึมูระ: เนื่องจากผลงานขึ้นนี้ ตีความจากปฏิกิริยาของคาราสึมะและตัวละครรอบ ๆ ที่มีต่อคุโจ (หรือสิ่งที่เขาเผยออกมา) คุโจจึงถือเป็นแกนกลางของเรื่อง การจัดการกับแกนกลางของเรื่อง เพื่อที่จะแสดงตัวละครหลัก เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก และในการแสดงของคุณยากิระ ก็เต็มไปด้วยสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่า “อย่างนี้นี่เอง คำพูดนี้ของคุโจ หมายความว่าอย่างนี้นี่เอง” พูดตามตรงว่าตอนที่อ่านบทละครก็ไม่ได้คิดถึงขั้นนั้น เลยรู้ซึ้งถึงความอ่อนหัดของตัวเองขึ้นมา ไม่ว่าตัวละครแวดล้อมอย่างพวกเราจะเคลื่อนไหวยังไง คุณยากิระก็ตีความได้อย่างละเอียดอ่อน และเป็นธรรมชาติในสภาพแวดล้อมนั้น (ไม่รู้เหมือนกันว่า) ความสามารถของเขาเป็นพรสวรรค์หรือพรแสวง แต่เหมือนจะมีเซ็นเซอร์ที่ดีเสียจนน่ากลัว

    ยากิระ: (หัวเราะอย่างขวยเขิน)

    มัตสึมูระ: ทนายคุโจมีฉากที่ต้องพูดประโยคประจำตัวอยู่หลายฉาก จึงต้องสลับไปมาระหว่างคำพที่ตายตัวกับบทสนทนาทั่วไป ต้องสัมผัสบรรยากาศในสถานการณ์นั้นแล้วสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ ต้องครอบงำบรรยากาศตอนที่พูดประโยคติดปาก ให้กระแทกใจคนดู แล้วกลับมาพูดตามปกติอีกครั้ง ทุกตอนมักจะมีความปุบปับแบบนี้ แต่ก็ต้องรู้ว่าจะควบคุมจิตใจยังไง มันยากจนเวลาที่กล้องไม่ได้หันมาทางเรา บางทีก็เผลอมองกล้อง จนเกือบลืมบทพูดไปเลย

    ยากิระ: ผมตั้งใจว่าจะ “ตอบสนองต่อการแสดงของผู้กำกับให้ดี” มากกว่าจะคิดว่า “ทำแบบนั้นดีกว่า” “ทำแบบนี้ดีกว่า” สิ่งที่ผมไม่มั่นใจก็จะไว้ใจผู้กำกับ สิ่งที่ตัวเองทำได้ก็จะพยายามลองทำดูหนึ่งครั้ง เมื่อถ่ายทำไปได้ 6 เดือน ก็เริ่มเข้ากับนักแสดงคนอื่นได้มากขึ้น และเชื่อใจกันอย่างลึกซึ้งขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผลงานเข้มข้นกว่าเดิม ผมรู้สึกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนุกมาก

    –มีส่วนที่ผู้กำกับบอกชัดว่า “ให้ทำแบบนี้” บ้างหรือเปล่า

    ยากิระ: ผู้กำกับชี้จุด blocking ให้ทุกครั้งเลยครับ ประมาณว่าเวลาขยับตัวให้พูดบทตอนนี้ ผมชอบการแสดงแบบนั้นนะ เพราะถ้าบอกให้ “ใช้ความรู้สึก” โดยไม่บอกอะไรเพิ่มเลย ผมก็จะลังเลอยู่เหมือนกัน

    มัตสึมูระ: บางทีก็ยากเนอะ (หัวเราะ)

    ยากิระ: แต่ว่าบรรยากาศครั้งนี้ พอผู้กำกับช่วยบอก blocking ระหว่างนั้นก็ด้นสดได้เลยว่าจะทำอะไรบ้าง จึงถ่ายได้ยาวโดยไม่ต้องคัตบ่อย ๆ

    มัตสึมูระ: นั่นสินะครับ

    ยากิระ: งานง่ายเลยล่ะครับ

    มัตสึมูระ: คุณยากิระแสดงโดยอุดช่องว่างในตัวบท และส่วนไหนที่ผมยังสัมผัสอารมณ์ได้ไม่เต็มที่ เขาก็ช่วยบอกว่า “ตรงนี้คุโจจะออกมาแบบนี้ ถ้าตีความแบบนี้จะน่าจะดีกว่านะ” ส่วนไหนที่คุโจกับคาราสึมะยังไม่ลงตัวกัน ก็ช่วยปรับให้ลงตัวพอดีเลย โดยเฉพาะตอนถ่ายทำช่วงแรก มัตสึมูระ โฮคุโตะ ยังไม่ได้เข้าใจกันง่าย ๆ บางทีผมก็เสียดายตรงจุดนี้เหมือนกันนะ (ขำขื่น) เช่นตอนที่เขาบอกว่า “งั้นเหรอ ทำไมคาราสึมะถึงไม่ตระหนักถึงความใจดีนี้ของคุโจ แล้วขานรับว่า “ครับ” แค่นั้นเองล่ะ” พอช่วงถ่ายทำครึ่งหลัง เราถึงจะมีเวลาช่วยกันตัดสินใจว่า คาราสึมะตระหนักหรือไม่ตระหนัก จะเก็บมันไว้หรือไม่หรือไม่เก็บ

    ภาพจำที่มีต่อกันเปลี่ยนแปลงไป

    –สำหรับคุณยากิระ มีฉากไหนที่ตราตรึงใจ เหมือนกับฉากเยี่ยมผู้ต้องหาสำหรับคุณมัตสึมูระมั้ย

    ยากิระ: ชอบฉากกินบะหมี่ถ้วยกับทนายคาราสึมะครับ ประมาณตอนที่ 4 หรือเปล่านะ ละครเรื่องนี้ ฉากสนทนาที่สนุกถือว่าล้ำค่ามากเลย (หัวเราะ) เป็นฉากที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างสนุกสนาน

    มัตสึมูระ: ฉากนั้นสนุกเหมือนกันนะครับ! ทนายคุโจกับคาราสึมะถือว่าคุยหยอกล้อกันเยอะเลย

    ยากิระ: กลายเป็นเพื่อนที่คุยเล่นกันไปแล้ว!

    มัตสึมูระ: อารมณ์ประมาณนั้นเลยเนอะ

    ยากิระ: ผมคิดว่าบรรยากาศที่ไหลเวียนระหว่างคุโจกับทนายคาราสึมะ รวมถึงการที่ความสัมพันธ์แบบไว้เนื้อเชื่อใจค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น คือแก่นของผลงานชิ้นนี้ครับ ความจริงแล้ว การที่ระยะห่างระหว่างผมกับโฮคุโตะคุงหดสั้นเข้ามาเรื่อย ๆ มันสะท้อนอยู่ในผลงานอย่างชัดเจน จนผมรู้สึกว่ามันสร้างโลกในละครได้อย่างมั่นคง ยินดีที่ได้ร่วมงานกับโฮคุโตะคุงครับ

    มัตสึมูระ: คุณยากิระ ได้กลายเป็นแหล่งพลังงานในกองถ่ายไปแล้ว ต่อให้สถานการณ์จะลำบากยากเย็นแค่ไหน งานยุ่งแค่ไหน ก็เป็นคนที่มีพลังงานเต็มเปี่ยมที่สุด จนแผ่ไปถึงทุก ๆ คนที่อยู่ในกองถ่ายเลยครับ

    –เมื่อถ่ายทำไปได้ 6 เดือน ภาพจำที่ทั้งสองคนมีต่อกันเปลี่ยนไปบ้างมั้ย?

    ยากิระ: ผม “ชอบ” เขามาตั้งแต่แรกเลย ภาพลักษณ์ตอนแรกมีเสน่ห์มาก ๆ และไม่เคยรู้สึกว่าต่างออกไปจากตอนนั้นเลย ยังสัมผัสถึงเสน่ห์นั้นของโฮคุโตะคุงได้อยู่เสมอ ผมชอบออร่าของเขา มันมีทั้งความสบายใจ ความเป็นธรรมชาติ แล้ว แล้วอะไรอีกนะ แล้วยังอ่อนโยนอีกด้วย พอได้อยู่ในกองถ่ายด้วยกันแล้ว สตาฟคนอื่น ๆ ก็สัมผัสได้เช่นเดียวกับผม นั่นคือสิ่งที่สำคัญกับกองถ่ายและผลงานมาก ๆ ครับ ดังนั้น ผมแฮปปี้ที่ได้อยู่ร่วมกับโฮคุโตะคุงถึง 6 เดือน และตอนนี้ยังก็ชอบเขาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย

    มัตสึมูระ: ขอบคุณครับ (หัวเราะ) กว่าได้จะร่วมงานกันครั้งนี้ ผมก็ได้แต่ดูว่าเขาแสดงบทอะไร และพูดถึงบทบาทเหล่านั้นยังไงบ้าง เลยไม่เคยมีโอกาสได้ดูเขาพูดในฐานะ “ยากิระ ยูยะตัวจริง” เลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกได้ที่ได้เจอพูดคุยกันตัวเป็น ๆ เลยแตกต่างกับภาพในตอนนั้นจนเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตจากเทพนิยายเลยครับ

    ยากิระ: อะฮะฮะ! (หัวเราะ)

    มัตสึมูระ: ตอนแรกคิดว่าเขาน่าจะออกแนวลูกพี่สุด ๆ หรือเป็นชายชาตรีสุด ๆ แต่กลับเป็นคนที่ดูนุ่มนวล และโอบอุ้มคนอื่นด้วยความรักความอ่อนโยน รู้สึกว่า “ว้าว เป็นคนที่สุดยอดมากเลย” ถึงการถ่ายทำจะจบไปแล้ว ก็ยังรู้สึกเหมือนถูกโอบอุ้มอยู่เลย (หัวเราะ)

    ยากิระ: แต่ผมก็คิดว่าเราก็ต่างถูกโอบอุ้มด้วยความอ่อนโยนของกันและกันนะครับ

    มัตสึมูระ: สำหรับผมแล้ว เขาเป็นคนที่ทำให้สบายใจมาก ๆ ยิ่งเวลาที่ผมประหม่าแล้วเริ่มพูดออกมา คุณยากิระก็จะรับฟังโทนเสียงนั้น แล้วปรับอะไรบางอย่างในตัวเขาให้เข้ากัน เหมือนเป็นแม่พระเลยล่ะครับ 

    สิ่งที่ได้รับจากผลงานเรื่องนี้ 


    –“คุโจ ยอดทนายบาป” ชี้ให้ผู้ชมเห็นถึงโครงสร้างสังคมญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน ผ่านคดีที่คุโจรับว่าความ ส่วนตัวแล้วทั้งสองคนมีสิ่งที่ได้รับจากเรื่องนี้มั้ย

    ยากิระ: ผมรู้สึกว่าคนที่ใส่ใจและคำนึงถึงผู้เสียหาย โดยเฉพาะเยาวชน แบบที่คุโจและทนายคาราสึมะทำ ถ้ามีผู้ใหญ่แบบนี้ จิตใจก็คงแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งมันสำคัญมาก ถึงบางคนจะทำอะไรไม่ได้แบบเป็นรูปธรรม แต่แค่มายืนเคียงข้าง ก็ช่วยใครบางคนได้เช่นกัน พอดูละคร (ที่จบแล้ว) ก็รู้สึกแบบนี้อีกครั้ง ผมนับถือผู้ใหญ่ที่ทำอย่างนั้น และอยากเป็นผู้ใหญ่แบบเดียวกัน

    มัตสึมูระ: เวลาที่มีการบรรยายถึง ”ผู้ถูกกลืนกิน“ และ ”ผู้ให้“ ในเรื่อง ถึงจะไม่ได้เชื่อมโยงกับตัวผมเองทั้งหมด แต่ก็เก็บถ้อยคำนั้นมาใส่ใจด้วย ตอนแรกเริ่มจากการอยากทำงานนี้มาก และลองท้าทายตัวเองดู แต่ไม่ว่าจะทำมากแค่ไหน ความมั่นใจและพึงพอใจว่า “ตัวเองน่าจะให้อะไรบางอย่างได้” ก็ไกลออกไปจนผมไล่ตามไม่ทัน แต่ก็ต้องทำต่อไป จนเหมือนกำลังถูกกลืนกินอยู่ และจดจำว่าทำอะไรก็ต้องสูญเสียพลังงาน ไม่รู้ว่าเพราะมีปฏิสัมพันธ์ผ่านสื่อโซเชียลกันมากขึ้นหรือเปล่า ยุคนี้ถึงเห็น “เส้น” ที่เชื่อมสิ่งต่าง ๆ ได้ยากขึ้น ในเรื่องนี้ คุโจไม่ได้ต่อสู้ใน “จุด” ที่ว่า “จะชนะในชั้นศาล” แต่เขาสู้เพื่อรักษาชีวิตลูกความในระยะยาว และทั้งหมดในเรื่องนี้ มีมุมมองที่คิดแบบเป็นเส้น แทนที่จะเป็นจุด ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาเราในยุคปัจจุบัน

    ยากิระ: ใช่แล้วล่ะครับ เวลาดูละครที่น่าจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง แน่นอนว่าการดื่มด่ำกับเนื้อหาในฐานะสื่อบันเทิงก็สำคัญ แต่ใช้มันเป็นแรกผลักดันในการเผชิญหน้ากับความเป็นจริง ก็สำคัญเช่นกันครับ ผมคิดว่าการตระหนักต่อความจริงข้อนั้น เพื่อนำไปสู่การเติบโตของตัวเอง ก็ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ทำไปสู่การพึ่งพาตัวเองครับ คิดว่าตัวเรื่องเป็นอะไรที่น่าจับตามองมาก หลายคนรวมถึงตัวผมเอง มักจะเคยชินกับการเบือนหน้าหนีความเป็นจริง แต่หากมีเวลาให้ค่อย ๆ หันไปมองทีละน้อย นั่นก็จะช่วยให้เราเติบโตและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

    มัตสึมูระ: ผมรู้สึกได้ถึงมุมมองของคนเป็นพ่อเป็นแม่เลย คำว่า “ก้าวหนึ่งที่นำไปสู่การพึ่งพาตัวเอง” เป็นสำนวนที่ไม่เคยออกจากปากผมสักที

    เกณฑ์ในการรับงานล่ะ?


    —ไม่ว่าลูกความจะเป็นคนเช่นไร คุโจจะไม่ปฏิเสธการว่าความ นั่นคือแก่นของเรื่องนี้ แล้วทั้งสองคนมีเกณฑ์ในการรับงานบ้างมั้ย

    ยากิระ: ส่วนตัวผม ตอนอายุประมาณ 20 ก็ทำงานด้วยแนวคิด“อยากท้าทายตัวเองในหลาย ๆ ผลงาน” แล้วก็ได้เห็นว่าบทไหนที่เหมาะกับเรา หรือไม่เหมาะกับเรา

    มัตสึมูระ: เอ๋~!

    — คำว่า “เหมาะ” เนี่ย หมายถึงบทที่คุ้มค่าจะเล่น? หรือว่าบทที่ได้รับการประเมินเชิงบวก?

    ยากิระ: บางทีก็มีที่รู้สึกแบบนั้นบ้าง และผมก็เก็บสถิติในแบบของตัวเองไปด้วย ช่วงอายุขึ้นเลข 3 เวลาที่ได้ offer ก็อยากจะโฟกัสมากขึ้น เพื่อให้คิดได้ว่า “น่าจะแสดงความสามารถตรงนี้ได้อย่างเต็มที่” และแน่นอนว่า ประสบการณ์มากมายที่ท้าทายมาตั้งแต่อายุ 20 กว่า มันสำคัญมาก ๆ 

    —ถ้าอ้างอิงจากสถิติ ก็น่าจะเลือกบทแบบใดแบบหนึ่งเป็นพิเศษ แต่บทกลับต่างกันในแต่ละครั้งอย่างน่าสนุก

    ยากิระ: คงไม่ค่อยมีใครตัดสินใจด้วยวิธีเดียวกันผม (หัวเราะ)

    มัตสึมูระ: กว่าผมจะได้รับบทที่สำคัญแบบนี้ ก็เพิ่งมาได้แค่ไม่กี่ปี พูดตามตรงว่าใช้วิธีปรึกษาคนรอบตัวเองครับ พอถูกถามว่าใจจริงแล้วอยากทำมั้ย กลัวหรือเปล่า รู้สึกว่ายากหรือเปล่า ผมก็จะคอยฟังความคิดเห็นและคำแนะนำที่เป็นกลาง นอกจากนั้น ท้ายที่สุดผมก็จะตัดสินใจร่วมกับผู้จัดการ แต่ถ้าถามว่าใช้เกณฑ์อะไร ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน

    ยากิระ: ยากเนอะ แค่ได้พูดคุยก็รู้สึกขอบคุณแล้ว

    —สิ่งที่คุณกำลังให้ความสำคัญคืออะไร? จะตอบแบบคลุมเครือก็ได้

    มัตสึมูระ: คงเป็นความหมายที่แฝงอยู่ในเรื่องราวนั้น ๆ มั้งครับ ถ้าคาดหวังกับตัวเองว่าจะทำอะไรสักอย่างได้ในเรื่องเล่านั้น ก็คงจะอยากลองกระโจนเข้าไปดู

    ยากิระ: แน่นอน น่าจะเป็นความตื่นเต้นที่มีต่อผลงานและบท หลังจากเริ่มได้ offer ขอเผยแพร่ผลงาน ตอนนี้มีหลายอย่างที่คาดคะเนไม่ได้ เช่น ผลงานที่เราทำจะแพร่ออกไปแบบไหน แต่นั่นก็ทำให้ใจเต้นขึ้นมา ยุคนี้ถ้าไปได้สวย ก็อาจจะแพร่หลายไปไกลถึงระดับโลกก็ได้ ผมรู้สึกว่า ความตื่นเต้นนั้น ก็เป็นอีกหนึ่งเพลาที่ช่วยขับเคลื่อน เวลาคิดถึงผลงานที่ตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมครับ

    PHOTOS:TAKAHIRO OTSUJI
    STYLING:[YUYA NAGIRA]AKIRA MARUYAMA、[HOKUTO MATSUMURA]AI SUGANUMA(TRON)
    HAIR&MAKEUP:[YUYA NAGIRA]KASTUHIKO YUHMI(THYMON Inc.)、[HOKUTO MATSUMURA]KANAKO HOSHINO


    ——-


    ต้นฉบับ: https://www.wwdjapan.com/articles/2371953



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in